Friday, June 24, 2016

หวัดหน้าฝนทำไมเป็นซ้ำซาก กินยาไม่ครบมื้อ-เชื้อไม่ตาย


     คนไทยมักชอบเรียกยาฆ่าเชื้อว่า “ยาแก้อักเสบ” ซึ่งในความหมายของคนไทยมี 2 อย่าง คือ “ยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ” กับ “ยาแก้อักเสบแก้ปวด” แต่พอมาเรียกชื่อซ้ำกันว่า “ยาแก้อักเสบ” ก็ทำให้งงไม่รู้กลไกของยาว่ากินไปเพื่ออะไร

     ฝนตกชุกทุกวันแบบนี้ โรคที่ต้องระวังคงหนีไม่พ้น “โรคหวัด” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องป้องกันเพียงช่วงฤดูฝนเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว หวัดเป็นโรคที่ฮิตตลอดทั้งปีและคุ้นเคยกันดี เมื่อรู้ว่าจะเป็นบางคนรีบหาซื้อยามากินเอง หายบ้าง ไม่หายบ้าง!!

พญ.ศาธิณี ลิมปิสุข แพทย์เวชศาสตร์ทั่วไป ให้ข้อมูลว่าเมื่อเป็น “หวัด” แต่ละคนอาการจะแตกต่างกัน อาจมีแค่เพียงบางอาการ แต่มีสาเหตุเดียวกัน คือติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น มีน้ำมูก จาม เจ็บในลำคอและคัน ต่อมทอนซิลโต หลอดลมส่วนต้นมีเสมหะ เสียงแหบและเปลี่ยน ครั่นเนื้อครั่นตัว คลื่นไส้ ปวดหัว

เมื่อเป็นหวัด สิ่งที่ต้องทำก็คือ สังเกตตัวเองว่าในครั้งนี้ เป็น “หวัดไวรัส” หรือ “หวัดแบคทีเรีย” เพราะการรักษาจะต่างกัน บางทีทานยาพาราฯ ครั้งเดียวก็หายไม่ต้องมาพบแพทย์
     แต่หวัดที่อาการค่อนข้างหนักจนเป็นปัญหาให้ต้องมาหาหมอ สังเกตสีน้ำมูกและเสมหะ ถ้าเป็นหวัดแบคทีเรีย เสมหะจะสีเหลืองหรือเขียว บางครั้งเป็นสีน้ำตาลหรือมีปนเลือดบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นหวัดแบคทีเรียที่ต้องทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

การอ้าปากส่องดูในคอเหมือนเวลาไปหาหมอ สามารถใช้ไฟฉายส่องดูคอในกระจก ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้ “แสงขาว” เช่น เปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ หากคอแดงมาก มีหนอง ลิ้นไก่บวมแดง จะป็นหวัดแบคทีเรีย ซึ่งถ้าไม่ทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย อาจจะหายหวัดด้วยตัวเองยากหรือค่อนข้างช้า

สำหรับ “ไข้หวัดใหญ่” พอกินยาฆ่าเชื้อ ไข้จะลดลง หายปวดตัว ทานข้าวได้ ต่อมาอีก2 - 3 วัน จะมีไข้กลับขึ้นมาอีก เสมหะเปลี่ยนสีเป็นเหลืองเขียว แสดงว่าโดน “แบคทีเรีย” เล่นงานเข้าแล้ว ต้องกินยาฆ่าเชื้อ “แบคทีเรีย” ร่วมด้วย

ถ้าคลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดตัว ร่วมกับอาการหวัดและเป็นค่อนข้างหนักให้สงสัย “ไข้หวัดใหญ่” แต่ถ้ามีไข้สูงลอยร่วมกับประวัติยุงลายกัดให้นึกถึง “ไข้เลือดออก” ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าทำไมไปหาหมอครั้งแรก หมอบอกไม่เป็นไร แต่ตรวจอีกทีเป็นโรคนั้นโรคนี้ จึงต้องสังเกตตนเองว่ามีอาการอื่นร่วมด้วยอีกบ้าง

และในปีนี้ตั้ง แต่วันที่ 1 ม.ค. จนถึง 2 พ.ค. พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แล้ว 46,618 คน เสียชีวิต 3 ราย และยังพบผู้ป่วยโรคปอดบวมที่เป็นภาวะแทรกซ้อนได้บ่อย

คนไทยมักชอบเรียกยาฆ่าเชื้อว่า “ยาแก้อักเสบ” ซึ่งในความหมายของคนไทยมี 2 อย่าง คือ “ยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ” กับ “ยาแก้อักเสบแก้ปวด” แต่พอมาเรียกชื่อซ้ำกันว่า “ยาแก้อักเสบ” ก็ทำให้งงไม่รู้กลไกของยาว่ากินไปเพื่ออะไร คิดว่าเป็นยาแก้อักเสบ แก้เจ็บคอ เลยกินบ้างไม่กินบ้าง วันสองวันแล้วก็เลิกกิน ซึ่งไม่ควรทำ

โดย “ยาฆ่าเชื้อ” สำหรับรักษาโรคหวัด มี 2 อย่าง คือ ยาฆ่าเชื้อไวรัส กับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หลักการกิน คือ หากเซลล์เม็ดเลือดขาวแข็งแกร่งไม่พอสู้กับเชื้อโรค ต้องกินยาฆ่าเชื้อ เหมือนส่งอาวุธเข้าไปต่อสู้ แต่ต้องสู้ตู้มเดียวให้จบ กินยาให้ถูกขนาด ครบมื้อและจำนวนวัน ฆ่าเชื้อให้หมดไม่ใช่กินนิดๆ กินบ้างไม่กินบ้าง
หาก “เชื้อแบคทีเรีย” จำนวนหนึ่งยังไม่ตาย ก็จะกลับไปพัฒนาอาวุธมาต่อสู้ใหม่ กลายเป็น “เชื้อแบคทีเรีย” ชนิดดื้อยา เพราะเคยรอดมาได้ พอแบ่งตัวเพิ่ม คราวนี้ก็จะมีแต่ “เชื้อแบคทีเรีย” ตัวที่สู้ฤทธิ์ยาได้!!

แต่ว่ายังมีโรคแทรกซ้อนที่มาจากหวัด ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวเดิม หรือลักษณะของร่างกาย เช่น

“ไซนัสอักเสบ” เสียงอู้อี้ขึ้นจมูก มีหนองหายใจมีกลิ่นเหม็น และ “หูอักเสบ” เนื่องจากหูและคอมีท่อที่เชื่อมต่อกัน รวมถึง “หอบหืด” มีเสียงวี้ดในปอด หรือ “ชักจากไข้สูง-ปอดบวม” มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ให้รีบลดไข้ด้วยการเช็ดตัวหรือทานยาลดไข้ อย่าปล่อยให้เด็กไข้สูงนานจนเกิดอาการชัก

อย่ามองข้าม...โรคหวัด โรคสุดฮิตตลอดปี

…...........................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย : "ทวีลาภ บวกทอง"

0 comments:

Post a Comment