หลายครั้งที่มีคนสอบถามผมว่า “ถ้าเมียมีชู้ ยิงได้เลยใช่มั้ย” เป็นคำถามที่ฟังแล้ว เป็นห่วงและหดหู่กับแนวความคิดของคนมาก ๆ ครับ หากจะขอความรู้ด้านกฎหมายจากผม เพื่อกระทำความผิด หรือสร้าง ความรุนแรง และให้ตัวเองพ้นผิด ผมขออนุญาตไม่ตอบนะครับ และการให้ความเห็นทางกฎหมาย เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น ทนายความไม่ใช่คนตัดสินคดี ต่อให้ท่านมีความรู้ด้านกฎหมายดีเพียงใดก็ตาม แต่หากพยาน หลักฐานและข้อเท็จจริงในคดี ไม่อาจรับฟังได้ ท่านอาจจะต้องรับโทษทางอาญาตามความผิดที่ได้ลงมือกระทำครับ
จากคำถามข้างต้น เดิมเคยมีคำพิพากษาฎีกาในเรื่อง สามีพบเห็นภรรยากำลังร่วมประเวณีกับชายอื่น จึงใช้มีดฟันผู้ชายชู้จนถึงแก่ความตาย ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย เนื่องจากเห็นว่าเป็นการป้องกันเกียรติยศ และชื่อเสียง พอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกัน สิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”
ต่อมามีแนวคำพิพากษาฎีกาที่น่าศึกษาเรื่องหนึ่งครับ เรื่องย่อ ๆ คือ สามีเห็นภรรยานอนหนุนตักชายอื่น และกอดจูบกันเท่านั้น โดยยังไม่มีการร่วมประเวณีกัน กรณีแบบนี้ไม่สามารถจะอ้างเหตุป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ได้ครับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 3583/2555 จ. เป็น ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะกระทำการป้องกัน เกียรติยศชื่อเสียงของตน โดยมิให้ชายอื่นมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภรรยาของตนได้ แต่ขณะเกิดเหตุ จำเลยพบเห็น จ. นอนหนุนตักผู้ตายและกอดจูบกันเท่านั้นโดยยังไม่มีการร่วมประเวณีกัน และการที่ผู้ตายกระทำต่อ จ. ดังกล่าวก็เป็นไปโดย จ. สมัครใจยินยอม พฤติการณ์เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตราย ซึ่งเกิดการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งจำเลยจำต้องกระทำการป้องสิทธิแต่อย่างใด แต่การที่ผู้ตายกับ จ. กอดจูบกันเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่ข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเหลือวิสัยของจำเลยที่จะอดกลั้นโทสะไว้ได้ จึงเข้าไปชกต่อยผู้ตายแล้วใช้มีดปอกผลไม้ที่วางอยู่ใกล้ตัวแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๗๒ ไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ในทางกฎหมายเรื่องป้องกันเกียรติยศและชื่อเสียง เกี่ยวกับชายชู้ หญิงชู้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ มีรายละเอียดที่ต้องศึกษามากมายครับ ซึ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ใช่ว่าจะอ้างเรื่องป้องกันได้เหมือนกันหมดทุกคดีนะครับ
ผู้ที่จะอ้างเหตุป้องกันได้ ต้องเป็นสามีหรือภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และต้องพบเห็นขณะร่วมประเวณีเท่านั้น หากเป็นเพียงสามีหรือภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่อยู่กินฉันสามีภรรยา หรือ พบเห็นสามีหรือภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่กับชายอื่นหรือหญิงอื่นในสถานที่ลับหูลับตาคน โดยไม่เห็นขณะร่วมประเวณีกัน ไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ครับ
แต่หากมีภาพบาดตาบาดใจหรือถูกดูหมิ่นด้วยคำพูดที่รุนแรง สามารถ อ้างเหตุบันดาลโทสะ เพื่อขอลดโทษให้น้อยลงได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 “ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่าง ร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เพียงใดก็ได้” กรณีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย กระทำความผิดต่อหญิงอื่นที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสามีของตน แต่ไม่เห็นขณะมีร่วมประเวณี สามารถอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ครับ อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 3583/2555
กฎหมายคุ้มครองสิทธิของความเป็นคนเสมอ คุณจะผิดหรือจะถูกก็ตาม ถ้าลงมือกระทำความผิดไปแล้ว ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ถูกดำเนินคดีอาญา จะสู้คดีหลุดหรือไม่หลุด อยู่ที่พยานหลักฐานและข้อกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์อีกหลายปี กว่าจะทราบผลทางคดี แต่ที่แน่ ๆ สิ่งที่ท่านต้องสูญเสีย เมื่อใช้ความรุนแรง คือ เวลา อนาคต และค่าใช้จ่าย รวมถึงคนรอบข้างก็จะต้องมาเดือดร้อนตามไปด้วยครับ ขอให้ใช้สติมากกว่าการใช้ความรุนแรงนะครับ
ขอขอบพระคุณข้อมูลคำพิพากษาฎีกาจากhttp://www.deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/search.jsp
สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ
Facebook: ทนายเจมส์ LK








0 comments:
Post a Comment